ประวัติส่วนตัว เกิดวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ.2502
ที่อยู่ติดต่อ 3/153 หรรษาเรสซิเด้นท์ ซ.มหาดเล็กหลวง 2
ถ.ราชดำริ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ
e-mail : woravat1@hotmail.com
ดาวน์โหลดไฟล์ภาพต้นฉบับของรัฐมนตรี
ประวัติการศึกษา ปริญญาโท : รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ปริญญาตรี : วิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ประวัติการทำงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (9 ส.ค.2554 - ปัจจุบัน)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (24 ก.ย.2551 - 19 ธ.ค.2551)
ประธานคณะอนุกรรมการธิการพิจารณางบประมาณด้านการฝึกอบรมสัมมนาประชาสัมพันธ์,
ค่าจ้างที่ปรึกษาการวิจัย และถ่ายทอดเทคโนโลยีและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ
ต่างประเทศ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2549 ของสภาผู้แทนราษฎร
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม
เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม
เลขานุการรัฐมนตรีว่าการทบวงมหาวิทยาลัย
ผลงาน
ด้านการเมือง 24 พ.ย. 2539 - 27 มิ.ย. 2543 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่ เขต 3
6 ม.ค. 2544 - 6 ม.ค. 2548 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่ เขต 3
6 ก.พ. 2548 - 6 ก.พ. 2549 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่ เขต 3
26 ม.ค. 2551 - 2554 : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่ เขต 1
ปัจจุบัน : สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แพร่ เขต 3
เครื่องราช
อิสริยาภรณ์ มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) 5 ธันวาคม พ.ศ.2551
อ้างอิงจากhttp://www.moe.go.th/websm/minister/woravat.htm
เลือกภาษา
Long live the King of Thailand
ในหลวงเสด็จทุ่งมะขามหย่อง อยุธยา
การแสดงชุดหลั่งเลือดทาบทา ปกปักษ์รักษาแผ่นดิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง
วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2554
วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับวันแม่
ประวัติความเป็นมาเกี่ยวกับวันแม่
ความหมาย
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ไว้ดังนี้
แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน พุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น
๑) แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
- หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
- คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
- คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
รวมความแล้ว "แม่" คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
๒) ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
๓) ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
- เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
- ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
วันแม่แห่งชาติหรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "วันแม่" ทุกคนรับทราบและ ซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ ตรงกับวัน เฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วยแต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปีทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงาน ให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขัวญวันแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพรเกียรติไว้ว่า
"แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เหนือสิ่งอื่นใด หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่แล้วจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกหัดอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของปวงชนชาวไทยทั้งมวล"ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนด วัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า "เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือ ไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกล ก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อนเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปิติ แล้วจึงหัวเราะออก ลักษณะอาการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนี้ ย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า "แม่" ว่า "เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่ เป็นเสียงและความหมายที่ลึกซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณและความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็๋นแม่มาก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมดเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ขึ้นทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่ง และกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย
อ้างอิงจาก http://webserv.kmitl.ac.th/~s7035655/index4.html
ความหมาย
พจนานุกรมฉบับบัณฑิตยสถาน พ.ศ.๒๕๒๕ ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ไว้ดังนี้
แม่ หมายถึง หญิงในฐานะที่เป็นผู้ให้กำเนิดแก่ลูก, คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน พุทธศาสนา ได้ให้ความหมายของคำว่า "แม่" ซึ่งหมายถึง หญิงที่มีครอบครัวไว้หลายนัย เช่น
๑) แม่ บางทีเรียกว่า มารดา มารดร หมายถึง เป็นใหญ่ เช่น แม่ทัพ แม่น้ำ แม่กอง เป็นต้น อันแสดงถึงความยิ่งใหญ่ภายในกิจการนั้นๆ ในที่นี้มาใช้กับผู้ให้กำเนิดแก่ลูกและหาตัวแทนไม่ได้
- หญิงในฐานะผู้ให้กำเนิดแก่ลูก และหาตัวแทนไม่ได้
- คำที่ลูกเรียกหญิงผู้ให้กำเนิดตน
- คนที่เป็นหัวหน้า หรือเป็นนาย โดยไม่จำกัดว่าเป็นชายหรือหญิง เช่น แม่ทัพ แม่กอง ฯลฯ
รวมความแล้ว "แม่" คือ ผู้รับผิดชอบต่อหน้าที่ของตน โดยการรับผิดชอบนั้นมีขอบเขตภายในบ้านเรือน
๒) ชนนี หมายถึง ผู้ให้กำเนิดลูก, เป็นที่บังเกิดเกล้าของลูก
๓) ภรรยา หรือภริยา หมายถึง
- เมีย หรือ หญิงผู้เป็นคู่ครองของชาย
- ผู้เลี้ยง หรือผู้ดูแลสมาชิกของครอบครัว
ความเป็นมาของวันแม่แห่งชาติ
วันแม่แห่งชาติหรือที่คนไทยทั่วไปนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า "วันแม่" ทุกคนรับทราบและ ซาบซึ้งกันดี เนื่องจากวันสำคัญนี้ ตรงกับวัน เฉลิมพระชนมพรรษาของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือวันที่ ๑๒ สิงหาคม อันเป็นวันคล้ายวันเสด็จพระราชสมภพและถือว่าเป็นวันแม่แห่งชาติด้วยแต่เดิมนั้น วันแม่ของชาติได้กำหนดเอาวันที่ ๑๕ เมษายน ของทุกๆ ปีทั้งนี้เป็นไปตามมติของคณะรัฐมนตรี ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๙๓ ซึ่งได้พิจารณาเห็นว่าการจัดงานวันแม่ของสำนักวัฒนธรรมฝ่ายหญิง สภาวัฒนธรรมแห่งชาติผู้รับมอบหมายให้จัดงานวันแม่มาตั้งแต่วันที่ ๑๕ เมษายน พ.ศ. ๒๔๙๓ เป็นครั้งแรกเป็นต้นมานั้นได้รับความสำเร็จด้วยดีด้วยประชาชนให้การสนับสนุนจนสามารถขยายขอบข่ายของงาน ให้กว้างออกไปได้ การจัดงานไม่เพียงแต่จัดพิธีกรรมทางพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังจัดให้มีการประกวดแม่ของชาติ ประกวดคำขัวญวันแม่ ทั้งนี้ก็เพื่อให้เกียรติแก่แม่ และเพื่อเพิ่มความสำคัญของงานวันแม่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้น ด้วยเหตุนี้งานวันแม่จึงเป็นวันแม่ประจำปีของชาติตามประกาศของรัฐบาล ฯพณฯ จอมพล ป. พิบูลสงคราม (สมัยนั้น) แต่ทั่วไปเรียกกันว่า วันแม่ของชาติ
ต่อมาถึง พ.ศ. ๒๕๑๙ ทางราชการได้เปลี่ยนใหม่ให้ถือว่าวันเสด็จพระราชสมภพของสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ คือ วันที่ ๑๒ สิงหาคม เป็นวันแม่แห่งชาติ เริ่มในปี พ.ศ.๒๕๑๙ เป็นต้นมา จากหนังสือของกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ ชื่อแม่หลวงของปวงชน พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๐ มีข้อความตอนหนึ่งเทิดพรเกียรติไว้ว่า
"แม่ที่ดีย่อมรู้จักส่งเสริมธำรงรักษาศิลปวัฒนธรรมประจำชาติ เพราะแม่ทราบดีว่าถ้าขาดสิ่งเหล่านี้แล้ว ความเป็นไทยที่แท้จริงจะมิปรากฏอยู่บนผืนแผ่นดินไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา
แม่ที่ดีย่อมประพฤติปฏิบัติตนเป็นพลเมืองดีตามระบอบของการปกครองแบบประชาธิปไตย ซึ่งมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข โดยรักเคารพและเทิดทูนสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ เหนือสิ่งอื่นใด หญิงไทยทุกคน ย่อมจะมีคุณลักษณะต่างๆ ของแม่ที่ดีดังกล่าวข้างต้นนี้อยู่แล้วจะมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการศึกษาและการฝึกหัดอบรม แต่จะหาหญิงใดที่มีคุณลักษณะครบถ้วนทุกประการเสมอเหมือน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ นั้นไม่ง่ายนัก ด้วยเหตุนี้เราจึงขอเทิดทูนพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าฯ ว่าทรงเป็นแม่หลวงของปวงชน ผู้ทรงเป็นศรีสง่าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ของบ้านเมืองและของปวงชนชาวไทยทั้งมวล"ดังกล่าวนี้เป็นเรื่องของวันแม่ของชาติตามเหตุผลของทางราชการ ส่วนที่เกี่ยวกับวันแม่ของไทยตามความรู้สึกนึกคิดทั่วไปของคนไทยผู้เป็นแม่ คำว่า แม่ นี้เป็นคำที่ซาบซึ้ง ไม่มีการกำหนด วัน เวลา แต่มีความหมายลึกซึ้งกินใจของผู้เป็นแม่และลูกมานานแล้ว ดังสำนวนไทยประโยคหนึ่งว่า "แม่ใครมาน้ำตาใครไหล" ซึ่งพระวรเวทย์พิสิฐได้อธิบายไว้ในหนังสือวรรณกรรมเรื่อง "แม่" ว่า "เด็กไทยตามหมู่บ้านในสมัยที่ข้าพเจ้าเป็นเด็กมักเล่นกันเป็นหมู่ๆ เด็กคนไหนแม่อยู่บ้าน เวลาเขาเล่นอยู่ในหมู่เพื่อนหน้าตาก็ยิ้มแย้มแจ่มใส เด็กคนไหนที่แม่ไม่อยู่บ้าน ต่างว่าไปทำมาหากินไกลๆ หรือ ไปธุระที่ไหนนานๆ ก็มีหน้าตาเหงาหงอย ถึงจะเล่นสนุกสนานไปกับเพื่อนในเวลานั้นก็พลอยสนุกไปแกนๆ จนเด็กเพื่อนๆ กันรู้กิริยาอาการ เพราะฉะนั้น พอเด็กๆ เพื่อนๆ แลเห็นแม่เดินกลับมาแต่ไกล ก็พากันร้องขึ้นว่า แม่ใครมาน้ำตาใครไหล แล้วเด็กคนนั้นผละจากเพื่อนเล่นวิ่งไปหาแม่ กอดแม่ น้ำตาไหลพรากๆ ด้วยความปลื้มปิติ แล้วจึงหัวเราะออก ลักษณะอาการที่เด็กแสดงออกมาจากน้ำใจอันแท้จริงอย่างนี้ ย่อมเกิดจากความสนิทสนม ชิดเชื้อมีเยื่อใยต่อกัน แม่ไปไหนจากบ้านก็คิดถึงลูกและลูกก็เปล่าเปลี่ยวใจเมื่อแม่ไม่อยู่บ้าน นี่คือธรรมชาติ ไม่มีใครสร้างสรรค์บันดาล มันเกิดขึ้นเอง"และอีกตอนหนึ่งในหนังสือเล่มเดิมที่อ้างข้างต้นให้ความหมายของคำว่า "แม่" ว่า "เสียงที่เปล่งออกมาจากปาก เป็นคำที่มีความหมายว่า แม่ เป็นเสียงและความหมายที่ลึกซึ้งใจมีรสเมตตาคุณ กรุณาคุณและความรักอยู่ในคำนี้บริบูรณ์ เด็กน้อยที่เหลียวหาแม่ไม่เห็นก็ส่งเสียงตะโกนเรียก แม่ แม่ ถ้าไม่เห็นก็ร้องไห้จ้า ถ้าเห็๋นแม่มาก็หัวเราะได้ทั้งน้ำตา นี่เพราะอะไร เราเดาใจเด็กว่า เมื่อไม่เห็นแม่เด็กต้องรู้สึกใจหายดูเหมือนเขาจะรู้สึกว่าขาดผู้ที่ปกปักรักษาให้ปลอดภัย แต่พอเห็นแม่เข้าเท่านั้นก็อุ่นใจ ไม่กลัวเกรงอะไรทั้งหมดเราที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว เมื่อเอ่ยคำว่าแม่ขึ้นทีไร ก็มักจะรู้สึกเกินออกไปจากความหมายที่เป็นชื่อเท่านั้น ย่อมนึกถึงความสัมพันธ์ที่แม่มีต่อเราเกือบทุกครั้ง แม่รักลูกถนอมลูก หวังดีต่อลูก จะไปไหนจากบ้านก็เป็นห่วงลูก ถึงกับแบ่งของรับประทานนั้นไว้ให้ลูก ลักษณะเหล่านี้ย่อมตรึงใจเรามิวาย"อย่างไรก็ตาม การที่ทางราชการประกาศกำหนดวันที่ ๑๒ สิงหาคม ของทุกปีเป็นวันแม่แห่งชาติ ย่อมก่อให้เกิดวันอันเป็นที่ระลึกที่สำคัญยิ่งของไทยเราวันหนึ่ง และกำหนดให้ถือว่า ดอกมะลิ สีขาวบริสุทธิ์ เป็นสัญลักษณ์แห่งความดีงามของแม่ผู้ให้กำเนิดแก่ตัวเรา อย่างคำประพันธ์บทดอกสร้อยชื่อ แม่จ๋า ของท่านผู้หญิงสมโรจน์ สวัสดิกุล ณ อยุธยา ที่ว่า
ดอกเอ๋ยดอกมะลิ
ถึงยามผลิกลิ่นพราวสกาวต้น
สดสะอาดปราศสีราคีระคน
เหมือนกมลใสสดหมดระคาย
กลิ่นมะลิหอมกระไรไม่รู้สร่าง
เปรียบได้อย่างรักแท้ไม่แปรหาย
อันรักแท้แลหัวใจได้บรรยาย
ขอเชิญทาย ณ ที่ไหนจากใครเอย
อ้างอิงจาก http://webserv.kmitl.ac.th/~s7035655/index4.html
วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554
ผลการประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔
ห้องประชุมชั้น ๒ อาคารราชวัลลภ กระทรวงศึกษาธิการ - นายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔ เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔
ที่ประชุมอนุมัติตั้งบุคคล ๙ ราย เป็นอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง
การบรรจุบุคคลกลับเข้ารับราชการ
ที่ประชุมอนุมัติให้บรรจุ นายสุริยนต์ วะสมบัติ กลับเข้ารับราชการ จากการที่ลาออกไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๕ วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ ค.ศ.และขั้นเงินเดือนเดิม
การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ
ที่ประชุมอนุมัติให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา ๓๘ ค.(๒) ตามหลักสูตรที่กำหนด เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตที่ดำเนินการสอบแข่งขันในครั้งนี้ใช้ในการสอบ
การขยายเวลาการยื่นคำขอประเมินวิทยฐานะ
ที่ประชุมรับทราบมติของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล ซึ่งได้มีมติอนุมัติให้ขยายเวลาการยื่นคำขอประเมินวิทยฐานะ จากเดิมที่กำหนดให้ส่วนราชการต่างๆ เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกและเอกสารหลักฐานถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ เป็นภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ สำหรับผู้ได้รับการคัดเลือกที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ มีมติให้ส่วนราชการต่างๆ เสนอรายชื่อและเอกสารหลักฐานถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2011/jul/204.html
ที่ประชุมอนุมัติตั้งบุคคล ๙ ราย เป็นอนุกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง
การบรรจุบุคคลกลับเข้ารับราชการ
ที่ประชุมอนุมัติให้บรรจุ นายสุริยนต์ วะสมบัติ กลับเข้ารับราชการ จากการที่ลาออกไปสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๒๕ วิทยฐานะผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชี่ยวชาญ โดยให้ได้รับเงินเดือนในอันดับ ค.ศ.และขั้นเงินเดือนเดิม
การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการ
ที่ประชุมอนุมัติให้ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นผู้ดำเนินการออกข้อสอบ ภาคความรู้ความสามารถทั่วไป (ภาค ก.) ในการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งบุคลากรทางการศึกษาอื่น ตามมาตรา ๓๘ ค.(๒) ตามหลักสูตรที่กำหนด เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาทุกเขตที่ดำเนินการสอบแข่งขันในครั้งนี้ใช้ในการสอบ
การขยายเวลาการยื่นคำขอประเมินวิทยฐานะ
ที่ประชุมรับทราบมติของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล ซึ่งได้มีมติอนุมัติให้ขยายเวลาการยื่นคำขอประเมินวิทยฐานะ จากเดิมที่กำหนดให้ส่วนราชการต่างๆ เสนอรายชื่อผู้ได้รับการคัดเลือกและเอกสารหลักฐานถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ ๓๑ สิงหาคม ๒๕๕๔ เป็นภายในวันที่ ๓๐ กันยายน ๒๕๕๔ สำหรับผู้ได้รับการคัดเลือกที่จะเกษียณอายุราชการในวันที่ ๑ ตุลาคม ๒๕๕๔ มีมติให้ส่วนราชการต่างๆ เสนอรายชื่อและเอกสารหลักฐานถึงสำนักงาน ก.ค.ศ. ภายในวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๕๔
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2011/jul/204.html
ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์ย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ.
เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔ โดยมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
จากการที่ ก.ค.ศ.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ได้แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับความหมายวิธีการและคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง สพฐ.ได้ขอปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ในประเด็นต่างๆ คือ ๑) กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายระดับ สพฐ. เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายของผู้ขอย้ายที่จะไปดำรงตำแหน่งในกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ ๒) กำหนดความหมายของกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ โดยให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาดำเนินการประกาศรายชื่อสถานศึกษา ๓) กำหนดให้สามารถพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง ๓ กลุ่มได้ทั้งที่มีคำร้องขอย้ายและไม่ต้องมีคำร้องขอย้าย นั้น
ต่อมาได้มีการนำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเสนอลงบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ.เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าวโดยไม่มีข้อเสนอแนะร้อยละ ๔๓.๑๖ และมีข้อเสนอแนะบางประการอีกร้อยละ ๕๖.๘๔ จากนั้นสำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้ดำเนินการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ตามความเห็นของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล พร้อมทั้งเสนอเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาในครั้งนี้
ทั้งนี้ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ เช่น ได้กำหนดขนาดสถานศึกษาเป็น ๔ ขนาด คือ ๑) ขนาดเล็ก นักเรียน ๔๙๙ คนลงมา ๒) ขนาดกลาง นักเรียน ๕๐๐-๑,๔๙๙ คน ๓) ขนาดใหญ่ นักเรียน ๑,๕๐๐-๒,๔๙๙ คน ๔) ขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน ๒,๕๐๐ คนขึ้นไป มีการจัดสถานศึกษาเป็น ๔ ประเภท คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ (ซึ่งคาดว่าจะมีสถานศึกษาคุณภาพพิเศษในกรุงเทพฯ เพียง ๘ โรงเรียน และนำร่องในส่วนภูมิภาคๆ ละ ๑ โรงเรียนก่อนเท่านั้น เพื่อคุณภาพของสถานศึกษาอย่างแท้จริง)
ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยในปี ๒๕๕๔ เห็นชอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ และให้ สพฐ.ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ และสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปี ๒๕๕๔ ในระหว่างวันที่ ๙-๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2011/jul/203.html
จากการที่ ก.ค.ศ.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ได้แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับความหมายวิธีการและคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง สพฐ.ได้ขอปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ในประเด็นต่างๆ คือ ๑) กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายระดับ สพฐ. เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายของผู้ขอย้ายที่จะไปดำรงตำแหน่งในกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ ๒) กำหนดความหมายของกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ โดยให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาดำเนินการประกาศรายชื่อสถานศึกษา ๓) กำหนดให้สามารถพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง ๓ กลุ่มได้ทั้งที่มีคำร้องขอย้ายและไม่ต้องมีคำร้องขอย้าย นั้น
ต่อมาได้มีการนำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเสนอลงบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ.เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าวโดยไม่มีข้อเสนอแนะร้อยละ ๔๓.๑๖ และมีข้อเสนอแนะบางประการอีกร้อยละ ๕๖.๘๔ จากนั้นสำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้ดำเนินการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ตามความเห็นของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล พร้อมทั้งเสนอเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาในครั้งนี้
ทั้งนี้ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ เช่น ได้กำหนดขนาดสถานศึกษาเป็น ๔ ขนาด คือ ๑) ขนาดเล็ก นักเรียน ๔๙๙ คนลงมา ๒) ขนาดกลาง นักเรียน ๕๐๐-๑,๔๙๙ คน ๓) ขนาดใหญ่ นักเรียน ๑,๕๐๐-๒,๔๙๙ คน ๔) ขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน ๒,๕๐๐ คนขึ้นไป มีการจัดสถานศึกษาเป็น ๔ ประเภท คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ (ซึ่งคาดว่าจะมีสถานศึกษาคุณภาพพิเศษในกรุงเทพฯ เพียง ๘ โรงเรียน และนำร่องในส่วนภูมิภาคๆ ละ ๑ โรงเรียนก่อนเท่านั้น เพื่อคุณภาพของสถานศึกษาอย่างแท้จริง)
ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยในปี ๒๕๕๔ เห็นชอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ และให้ สพฐ.ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ และสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปี ๒๕๕๔ ในระหว่างวันที่ ๙-๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2011/jul/203.html
วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554
ก.ค.ศ.เตรียมการประเมินคงวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับวิทยฐานะครบ 5 ปี
ก.ค.ศ.เตรียมประเมินสมรรถนะต่ออายุ หากพบความย่อหย่อนอาจไม่ได้ไปต่อ..ระบุประเมินวิทยฐานะครูทุกสังกัด นับแสนราย
นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการประเมินคงวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับวิทยฐานะครบ 5 ปีว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ เพื่อนำเข้าพิจารณาในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 โดย ก.ค.ศ.จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งจะได้ทราบว่าข้าราชการครูฯ เหล่านี้มีความพร้อมและมีความรู้ความสามารถที่จะดำรงวิทยฐานะต่อไปหรือไม่ หากประเมินแล้วพบว่ามีความย่อหย่อนก็ไม่สมควรจะได้รับเงินวิทยฐานะต่อไป ทั้งนี้ มิใช่ว่าผ่านประเมินครั้งเดียวแล้วจะได้เงินวิทยฐานะตลอดอายุราชการ
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ ก.ค.ศ. หรือผม หรือ รมว.ศึกษาธิการ คิดขึ้นมาเอง แต่เป็นกฎหมายที่ระบุให้ต้องมีการตรวจสอบว่า วิทยฐานะที่ได้รับไปนั้น เหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่ทำก็ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะกฎหมายของข้าราชครูฯ แตกต่างจากกฎหมายของข้าราชการประเภทอื่น เมื่อครบกำหนดที่ได้วิทยฐานะแล้วต้องเข้ารับการประเมินใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากล่าช้าและเมื่อครบรอบแล้วประเมินไม่ผ่าน แต่จ่ายเงินไปล่วงหน้าแล้วครูจะต้องจ่ายเงินคืนหลวงภายหลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้ที่ครบรอบวิทยฐานะในทุกสังกัดมีจำนวนเป็นแสนคน"
ปลัด ศธ.กล่าวและว่า การประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูฯ ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย เพราะสามารถเข้าไปดูผลสัมฤทธิการสอน กระบวนการเรียนการสอน สมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนได้เลย ส่วนผู้บริหารก็ดูสมรรถนะการบริหาร ศึกษานิเทศก์ ก็ดูสมรรถนะทางการนิเทศก์การศึกษา ซึ่งก็เป็นงานในหน้าที่ของทุกคนอยู่แล้ว
นายอภิชาติ ยังถึงประเด็นเรื่องการเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การสรรหาผู้บริหารและรองผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผ่านคณะทำงานแล้ว รอเพียงการพิจารณา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 ทั้งนี้เกณฑ์การสรรหา เดิมเป็นบัญชีรวมประถมศึกษากับมัธยมศึกษา แต่เกณฑ์ใหม่จะแยกออกมาชัดเจน บัญชีประถมฯ ก็บรรจุประถมฯ บัญชีมัธยมฯ ก็บรรจุมัธยมฯ นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์การโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาต้องฟังเสียงประชาคมด้วย
อ้างอิงจาก http://www.kroobannok.com/44384
นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการประเมินคงวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับวิทยฐานะครบ 5 ปีว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ เพื่อนำเข้าพิจารณาในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 โดย ก.ค.ศ.จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งจะได้ทราบว่าข้าราชการครูฯ เหล่านี้มีความพร้อมและมีความรู้ความสามารถที่จะดำรงวิทยฐานะต่อไปหรือไม่ หากประเมินแล้วพบว่ามีความย่อหย่อนก็ไม่สมควรจะได้รับเงินวิทยฐานะต่อไป ทั้งนี้ มิใช่ว่าผ่านประเมินครั้งเดียวแล้วจะได้เงินวิทยฐานะตลอดอายุราชการ
"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ ก.ค.ศ. หรือผม หรือ รมว.ศึกษาธิการ คิดขึ้นมาเอง แต่เป็นกฎหมายที่ระบุให้ต้องมีการตรวจสอบว่า วิทยฐานะที่ได้รับไปนั้น เหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่ทำก็ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะกฎหมายของข้าราชครูฯ แตกต่างจากกฎหมายของข้าราชการประเภทอื่น เมื่อครบกำหนดที่ได้วิทยฐานะแล้วต้องเข้ารับการประเมินใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากล่าช้าและเมื่อครบรอบแล้วประเมินไม่ผ่าน แต่จ่ายเงินไปล่วงหน้าแล้วครูจะต้องจ่ายเงินคืนหลวงภายหลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้ที่ครบรอบวิทยฐานะในทุกสังกัดมีจำนวนเป็นแสนคน"
ปลัด ศธ.กล่าวและว่า การประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูฯ ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย เพราะสามารถเข้าไปดูผลสัมฤทธิการสอน กระบวนการเรียนการสอน สมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนได้เลย ส่วนผู้บริหารก็ดูสมรรถนะการบริหาร ศึกษานิเทศก์ ก็ดูสมรรถนะทางการนิเทศก์การศึกษา ซึ่งก็เป็นงานในหน้าที่ของทุกคนอยู่แล้ว
นายอภิชาติ ยังถึงประเด็นเรื่องการเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การสรรหาผู้บริหารและรองผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผ่านคณะทำงานแล้ว รอเพียงการพิจารณา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 ทั้งนี้เกณฑ์การสรรหา เดิมเป็นบัญชีรวมประถมศึกษากับมัธยมศึกษา แต่เกณฑ์ใหม่จะแยกออกมาชัดเจน บัญชีประถมฯ ก็บรรจุประถมฯ บัญชีมัธยมฯ ก็บรรจุมัธยมฯ นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์การโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาต้องฟังเสียงประชาคมด้วย
อ้างอิงจาก http://www.kroobannok.com/44384
วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ตารางเงินเดือนเข้าสู่บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูฯท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2554
ขอแสดงความยินดีกับคุณครูฯทุกท่านครับ
หนังสือด่วนที่สุด สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๗/ว๗ ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
เรื่อง การปรับเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสูบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2554
ปรับเพิ่มอีกร้อยละ ๕ จากที่ปรับไปแล้ว ร้อยละ ๘
ปรับตามเกณฑ์ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/729/626/original_A45984705.2554.pdf?1307945935
หนังสือด่วนที่สุด สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๗/ว๗ ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
เรื่อง การปรับเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสูบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2554
ปรับเพิ่มอีกร้อยละ ๕ จากที่ปรับไปแล้ว ร้อยละ ๘
ปรับตามเกณฑ์ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ
http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/729/626/original_A45984705.2554.pdf?1307945935
วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554
ครูโล่ง กฤษฎีกาไฟเขียวขึ้นเงินเดือน 13 % เบิกจ่ายได้ ย้อนหลังถึงเดือนเมษายน
ครูโล่ง กฤษฎีกาไฟเขียวขึ้นเงินเดือน 13 % เบิกจ่ายได้ ย้อนหลังถึงเดือนเมษายน
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือนครู 13% จบแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาเรียบร้อยและมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) สำเนาให้กรมบัญชีกลางทราบผลสรุปแล้วว่า การสั่งปรับเงินเดือนข้าราชการครูนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยระหว่างที่คณะ กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยังไม่ได้ปรับอัตราเงินเดือนตามกฎหมาย ก็ให้ข้าราชการครูได้รับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด ดังนั้น ข้าราชการครูสามารถขอเบิกเงินเดือนที่ปรับใหม่รวม 13% มายังกรมบัญชีกลางได้ตามรอบระยะเวลาการเบิกเงินเดือนปกติไปก่อน
ทั้งนี้ก่อนหน้า กรมบัญชีกลางสั่งชะลอการเบิกเงินเดือนครู เพราะ กงช. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนของครูว่า จะไม่เป็นธรรมกับข้าราชการส่วนอื่นๆ กงช. จึงได้สอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ ก.ค.ศ.ในการสั่งปรับเงินเดือนครู และแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติ กรมบัญชีกลางจึงอนุมัติการเบิกเงินเดือนครูที่ปรับใหม่ไปแล้ว 2 เดือน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการขอเบิกมา และหากผลการพิจารณาไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องมีการเรียกเงินคืน ดังนั้น หากให้มีการเบิกจ่ายต่อไป ก็จะทำให้ข้าราชการครูได้รับความเดือดร้อน จึงสั่งให้รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน แต่ตอนนี้เบิกจ่ายได้และย้อนไปถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว
อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307698903&grpid=&catid=19&subcatid=1903
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือนครู 13% จบแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาเรียบร้อยและมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) สำเนาให้กรมบัญชีกลางทราบผลสรุปแล้วว่า การสั่งปรับเงินเดือนข้าราชการครูนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยระหว่างที่คณะ กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยังไม่ได้ปรับอัตราเงินเดือนตามกฎหมาย ก็ให้ข้าราชการครูได้รับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด ดังนั้น ข้าราชการครูสามารถขอเบิกเงินเดือนที่ปรับใหม่รวม 13% มายังกรมบัญชีกลางได้ตามรอบระยะเวลาการเบิกเงินเดือนปกติไปก่อน
ทั้งนี้ก่อนหน้า กรมบัญชีกลางสั่งชะลอการเบิกเงินเดือนครู เพราะ กงช. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนของครูว่า จะไม่เป็นธรรมกับข้าราชการส่วนอื่นๆ กงช. จึงได้สอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ ก.ค.ศ.ในการสั่งปรับเงินเดือนครู และแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติ กรมบัญชีกลางจึงอนุมัติการเบิกเงินเดือนครูที่ปรับใหม่ไปแล้ว 2 เดือน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการขอเบิกมา และหากผลการพิจารณาไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องมีการเรียกเงินคืน ดังนั้น หากให้มีการเบิกจ่ายต่อไป ก็จะทำให้ข้าราชการครูได้รับความเดือดร้อน จึงสั่งให้รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน แต่ตอนนี้เบิกจ่ายได้และย้อนไปถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว
อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307698903&grpid=&catid=19&subcatid=1903
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)

