นครราชสีมา : คําขวัญ เมืองหญิงกล้า ผ้าไหมดี หมี่โคราช ปราสาทหิน ดินด่านเกวียน ต้นไม้ประจำจังหวัด : สาธร

เลือกภาษา

พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน

พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน
พระผู้ทรงเป็นครูแห่งแผ่นดิน

ส.ค.ส. พระราชทาน ประจำปี ๒๕๕๖

Long live the King of Thailand

ในหลวงเสด็จทุ่งมะขามหย่อง อยุธยา

การแสดงชุดหลั่งเลือดทาบทา ปกปักษ์รักษาแผ่นดิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง

วันจันทร์ที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ก.ค.ศ.เห็นชอบหลักเกณฑ์ย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สพฐ.

เมื่อวันที่ ๒๙ กรกฎาคม ๒๕๕๔ ที่ห้องประชุมกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๗/๒๕๕๔ โดยมีนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุม ซึ่งที่ประชุมได้เห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)
จากการที่ ก.ค.ศ.ได้มีมติในการประชุมครั้งที่ ๑๐/๒๕๕๓ เมื่อวันที่ ๒๙ ตุลาคม ๒๕๕๓ ได้แก้ไขหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยเพิ่มเติมรายละเอียดเกี่ยวกับความหมายวิธีการและคณะกรรมการกลั่นกรองการย้าย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป รวมทั้ง สพฐ.ได้ขอปรับปรุงหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ในประเด็นต่างๆ คือ ๑) กำหนดให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองการย้ายระดับ สพฐ. เพื่อพิจารณาคำร้องขอย้ายของผู้ขอย้ายที่จะไปดำรงตำแหน่งในกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ ๒) กำหนดความหมายของกลุ่มสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ สถานศึกษาที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับ และสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษาเป็นพิเศษ โดยให้คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานพิจารณาดำเนินการประกาศรายชื่อสถานศึกษา ๓) กำหนดให้สามารถพิจารณาย้ายผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง ๓ กลุ่มได้ทั้งที่มีคำร้องขอย้ายและไม่ต้องมีคำร้องขอย้าย นั้น

ต่อมาได้มีการนำร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเสนอลงบนเว็บไซต์ของสำนักงาน ก.ค.ศ.เพื่อร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งมีผู้เห็นด้วยกับร่างฯ ดังกล่าวโดยไม่มีข้อเสนอแนะร้อยละ ๔๓.๑๖ และมีข้อเสนอแนะบางประการอีกร้อยละ ๕๖.๘๔ จากนั้นสำนักงาน ก.ค.ศ.จึงได้ดำเนินการปรับปรุงร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา ตามความเห็นของ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญเกี่ยวกับการพัฒนานโยบายและระบบบริหารงานบุคคล พร้อมทั้งเสนอเข้าที่ประชุม ก.ค.ศ.พิจารณาในครั้งนี้

ทั้งนี้ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาฯ ดังกล่าว มีสาระสำคัญ เช่น ได้กำหนดขนาดสถานศึกษาเป็น ๔ ขนาด คือ ๑) ขนาดเล็ก นักเรียน ๔๙๙ คนลงมา ๒) ขนาดกลาง นักเรียน ๕๐๐-๑,๔๙๙ คน ๓) ขนาดใหญ่ นักเรียน ๑,๕๐๐-๒,๔๙๙ คน ๔) ขนาดใหญ่พิเศษ นักเรียน ๒,๕๐๐ คนขึ้นไป มีการจัดสถานศึกษาเป็น ๔ ประเภท คือ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา สถานศึกษาสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ และสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ (ซึ่งคาดว่าจะมีสถานศึกษาคุณภาพพิเศษในกรุงเทพฯ เพียง ๘ โรงเรียน และนำร่องในส่วนภูมิภาคๆ ละ ๑ โรงเรียนก่อนเท่านั้น เพื่อคุณภาพของสถานศึกษาอย่างแท้จริง)

ที่ประชุมได้พิจารณาแล้ว เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์และวิธีการย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. โดยในปี ๒๕๕๔ เห็นชอบให้สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาหรือสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่ต้องการพัฒนาคุณภาพการศึกษา ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ และให้ สพฐ.ประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษ และสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ ภายในวันที่ ๘ สิงหาคม ๒๕๕๔ พร้อมทั้งเห็นชอบให้ผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. ยื่นคำร้องขอย้ายประจำปี ๒๕๕๔ ในระหว่างวันที่ ๙-๑๙ สิงหาคม ๒๕๕๔

อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2011/jul/203.html

วันจันทร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ก.ค.ศ.เตรียมการประเมินคงวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับวิทยฐานะครบ 5 ปี

ก.ค.ศ.เตรียมประเมินสมรรถนะต่ออายุ หากพบความย่อหย่อนอาจไม่ได้ไปต่อ..ระบุประเมินวิทยฐานะครูทุกสังกัด นับแสนราย


นายอภิชาติ จีระวุฒิ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยถึงการประเมินคงวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ที่ได้รับวิทยฐานะครบ 5 ปีว่า ขณะนี้สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครุและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) กำลังเร่งจัดทำหลักเกณฑ์ เพื่อนำเข้าพิจารณาในคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.) วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 โดย ก.ค.ศ.จะต้องเร่งดำเนินการ เพราะเป็นผลประโยชน์ของประเทศชาติ ซึ่งจะได้ทราบว่าข้าราชการครูฯ เหล่านี้มีความพร้อมและมีความรู้ความสามารถที่จะดำรงวิทยฐานะต่อไปหรือไม่ หากประเมินแล้วพบว่ามีความย่อหย่อนก็ไม่สมควรจะได้รับเงินวิทยฐานะต่อไป ทั้งนี้ มิใช่ว่าผ่านประเมินครั้งเดียวแล้วจะได้เงินวิทยฐานะตลอดอายุราชการ

"เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ ก.ค.ศ. หรือผม หรือ รมว.ศึกษาธิการ คิดขึ้นมาเอง แต่เป็นกฎหมายที่ระบุให้ต้องมีการตรวจสอบว่า วิทยฐานะที่ได้รับไปนั้น เหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่ทำก็ถือว่าบกพร่องต่อหน้าที่ เพราะกฎหมายของข้าราชครูฯ แตกต่างจากกฎหมายของข้าราชการประเภทอื่น เมื่อครบกำหนดที่ได้วิทยฐานะแล้วต้องเข้ารับการประเมินใหม่อีกครั้ง ดังนั้นจะต้องเร่งดำเนินการโดยเร็ว เพราะหากล่าช้าและเมื่อครบรอบแล้วประเมินไม่ผ่าน แต่จ่ายเงินไปล่วงหน้าแล้วครูจะต้องจ่ายเงินคืนหลวงภายหลังจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะผู้ที่ครบรอบวิทยฐานะในทุกสังกัดมีจำนวนเป็นแสนคน"

ปลัด ศธ.กล่าวและว่า การประเมินวิทยฐานะข้าราชการครูฯ ไม่ต้องเตรียมอะไรมากมาย เพราะสามารถเข้าไปดูผลสัมฤทธิการสอน กระบวนการเรียนการสอน สมรรถนะในการจัดการเรียนการสอนได้เลย ส่วนผู้บริหารก็ดูสมรรถนะการบริหาร ศึกษานิเทศก์ ก็ดูสมรรถนะทางการนิเทศก์การศึกษา ซึ่งก็เป็นงานในหน้าที่ของทุกคนอยู่แล้ว

นายอภิชาติ ยังถึงประเด็นเรื่องการเร่งปรับปรุงหลักเกณฑ์การสรรหาผู้บริหารและรองผู้บริหารสถานศึกษา ซึ่งผ่านคณะทำงานแล้ว รอเพียงการพิจารณา อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ในวันที่ 20 ก.ค.54 ทั้งนี้เกณฑ์การสรรหา เดิมเป็นบัญชีรวมประถมศึกษากับมัธยมศึกษา แต่เกณฑ์ใหม่จะแยกออกมาชัดเจน บัญชีประถมฯ ก็บรรจุประถมฯ บัญชีมัธยมฯ ก็บรรจุมัธยมฯ นอกจากนี้ยังมีหลักเกณฑ์การโยกย้ายผู้บริหารสถานศึกษาต้องฟังเสียงประชาคมด้วย

อ้างอิงจาก http://www.kroobannok.com/44384

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ตารางเงินเดือนเข้าสู่บัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูฯท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2554

ขอแสดงความยินดีกับคุณครูฯทุกท่านครับ

หนังสือด่วนที่สุด สำนักงาน ก.ค.ศ. ที่ ศธ ๐๒๐๖.๗/ว๗ ลงวันที่ ๗ มิถุนายน ๒๕๕๔
เรื่อง การปรับเงินเดือนของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเข้าสูบัญชีเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพท้ายพระราชกฤษฎีกาการปรับเงินเดือนขั้นต่ำขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2554

ปรับเพิ่มอีกร้อยละ ๕ จากที่ปรับไปแล้ว ร้อยละ ๘
ปรับตามเกณฑ์ตั้งแต่ ๑ เมษายน ๒๕๕๔

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่ครับ

http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/729/626/original_A45984705.2554.pdf?1307945935

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ครูโล่ง กฤษฎีกาไฟเขียวขึ้นเงินเดือน 13 % เบิกจ่ายได้ ย้อนหลังถึงเดือนเมษายน

ครูโล่ง กฤษฎีกาไฟเขียวขึ้นเงินเดือน 13 % เบิกจ่ายได้ ย้อนหลังถึงเดือนเมษายน
นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 มิถุนายนว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องการขึ้นเงินเดือนครู 13% จบแล้ว คณะกรรมการกฤษฎีกาได้พิจารณาเรียบร้อยและมีหนังสือแจ้งไปยังคณะกรรมการพิจารณาเงินเดือนแห่งชาติ (กงช.) สำเนาให้กรมบัญชีกลางทราบผลสรุปแล้วว่า การสั่งปรับเงินเดือนข้าราชการครูนั้น เป็นไปตามพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.2547 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยระหว่างที่คณะ กรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ยังไม่ได้ปรับอัตราเงินเดือนตามกฎหมาย ก็ให้ข้าราชการครูได้รับเงินเดือนตามหลักเกณฑ์ที่ ก.ค.ศ.กำหนด ดังนั้น ข้าราชการครูสามารถขอเบิกเงินเดือนที่ปรับใหม่รวม 13% มายังกรมบัญชีกลางได้ตามรอบระยะเวลาการเบิกเงินเดือนปกติไปก่อน
ทั้งนี้ก่อนหน้า กรมบัญชีกลางสั่งชะลอการเบิกเงินเดือนครู เพราะ กงช. มีข้อสังเกตเกี่ยวกับการขึ้นเงินเดือนของครูว่า จะไม่เป็นธรรมกับข้าราชการส่วนอื่นๆ กงช. จึงได้สอบถามความเห็นไปยังคณะกรรมการกฤษฎีกาเกี่ยวกับการใช้อำนาจของ ก.ค.ศ.ในการสั่งปรับเงินเดือนครู และแจ้งให้กรมบัญชีกลางดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งระหว่างที่ยังไม่ได้ข้อยุติ กรมบัญชีกลางจึงอนุมัติการเบิกเงินเดือนครูที่ปรับใหม่ไปแล้ว 2 เดือน ตามที่กระทรวงศึกษาธิการขอเบิกมา และหากผลการพิจารณาไม่เป็นไปตามกฎหมายก็ต้องมีการเรียกเงินคืน ดังนั้น หากให้มีการเบิกจ่ายต่อไป ก็จะทำให้ข้าราชการครูได้รับความเดือดร้อน จึงสั่งให้รอผลการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อน แต่ตอนนี้เบิกจ่ายได้และย้อนไปถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมาแล้ว

อ้างอิงจาก http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1307698903&grpid=&catid=19&subcatid=1903

วันศุกร์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

บัญชีเทียบตำแหน่งในการแต่งเครื่องแบบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา

บัญชีเทียบตำแหน่งในการแต่งเครื่องแบบของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
คศ.๔-คศ.๕

ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/720/132/original_KU1-5.pdf?1305306348

วันจันทร์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

รัฐบาลเชิญชวนทุกภาคส่วน พร้อมใจประดับธงชาติไทย ธงตราสัญลักษณ์งานเฉลิมพระเกียรติ 84 พรรษา ตามหน่วยงาน สถานที่ และบ้าน ตั้งแต่บัดนี้ถึงสิ้นปีนี้

เนื่องในโอกาสมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเจริญพระชนมพรรษา 7 รอบ 84 พรรษา ในวันที่ 5 ธันวาคม 2554 รัฐบาลจึงเตรียมการจัดงานเฉลิมพระ เกียรติอย่างสมพระเกียรติและถูกต้องตามราชประเพณี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานชื่อพระราชพิธีว่า "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554" และชื่อการจัดงานว่า "งานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554"

รัฐบาลมอบหมายให้กระทรวงวัฒนธรรมจัดการประกวดตราสัญลักษณ์เฉลิมพระเกียรติขึ้น

การประกวดตราสัญลักษณ์ กำหนดให้แสดงถึงความหมายและระบุข้อความ "พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระ ชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554"

แสดงให้เห็นถึงพระเกียรติคุณและพระบุญญาธิการของในหลวง แสดงให้ ประจักษ์ในศิลปวัฒนธรรมไทย ตลอด จนเอกลักษณ์ของชาติอย่างถูกต้อง

แสดงให้ประจักษ์ในความภาคภูมิใจที่ชาวไทยมีในหลวง ผู้ทรงพระปรีชาชาญยิ่ง และแสดงให้เห็นเกียรติคุณของชาติไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองมาแต่โบราณกาล

การประกวดครั้งนี้มีผู้สนใจส่งผลงานเข้าประกวด 63 คน จำนวนภาพ 112 แบบ และนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย เพื่อขอพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย

ในการนี้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระ บรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับตราสัญลักษณ์แล้ว

ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ภาพตราสัญลักษณ์ ผลงานของ นายศิริ หนูแดง ใช้เป็นตราสัญลักษณ์งาน

สำหรับความหมายตราสัญลักษณ์ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

อักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. สีเหลืองทอง อันเป็นสีประจำวันพระบรมราชสมภพ อยู่กลางตราสัญลักษณ์ ขลิบรอบตัวอักษรด้วยสีทอง บนพื้นวงกลมสีน้ำเงิน ล้อมรอบด้วยกรอบโค้งเรียบสีเหลืองทอง หมายความว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นศูนย์รวมดวงใจของคนไทยทั้งชาติ

ด้านบนอักษรพระปรมาภิไธยเป็นเลข 9 หมายถึงพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 9 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ เลข 9 นั้นอยู่ภายใต้พระมหาพิชัยมงกุฎ อันเป็นเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศของพระมหากษัตริย์ และเป็นเครื่องหมายแห่งความเป็นสมเด็จพระบรมราชาธิราช

ถัดลงมาด้านข้างซ้ายขวาของอักษรพระปรมาภิไธย มีลายพุ่มข้าวบิณฑ์สีทอง ซึ่งมีสัปตปฎลเศวตฉัตรประดิษฐานอยู่เบื้องบน

ด้านนอกสุดเป็นกรอบโค้งมีลวดลายสีทองบนพื้นสีเขียว หมายถึง สีอันเป็นเดชแห่งวันพระบรมราชสมภพ อีกทั้งยังหมายถึงความมั่งคั่งอุดมสมบูรณ์ และความสงบร่มเย็น

ด้านล่างอักษรพระปรมาภิไธยเป็นรูปกระต่ายสีขาว กระต่ายนั้นทรงเครื่องอยู่ในลักษณะกำลังก้าวย่าง อันหมายถึงปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ ตรงกับปีเถาะ ซึ่งมีกระต่ายเป็นเครื่องหมายแห่งปีนักษัตร

รูปกระต่ายอยู่บนพื้นสีน้ำเงิน มีลายกระหนกสีทอง อันหมายถึงความเจริญรุ่งเรืองของประเทศไทยภายใต้พระบรมโพธิสมภาร

เบื้องล่างตราสัญลักษณ์เป็นแพรแถบสีชมพูขลิบทอง เขียนอักษรสีทอง ความว่า พระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 7 รอบ 5 ธันวาคม 2554

วันพฤหัสบดีที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2554

บัญชีแนบท้าย พรบ.เงินเดือนเงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554

บัญชีแนบท้าย พรบ.เงินเดือนเงินวิทยฐานะ และเงินประจำตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2554
ตามหนังสือสำนักงาน ก.ค.ศ. ด่วนที่สุด ที่ ศธ 0206.7/ว4 ลงวันที่ 8 เมษายน พ.ศ.2554
ขอแสดงความยินดีกับคุณครูทุกท่านที่ได้รับความก้าวหน้าทางด้านเงินเดือน ทุกท่าน ทุกคน
ซึ่งเป็นผลจากการเป็นวิชาชีพชั้นสูง ต่อไปนี้ตัวชี้วัดทางการจัดการเรียนการสอน
จะเป็นตัววัดความเป็นวิทยฐานะ และความเป็นวิชาชีพชั้นสูง
ขอบูชาครูครับ
ดูรายละเอียดที่นี่ครับ http://cdn.gotoknow.org/assets/media/files/000/710/962/original_sarary2554.pdf?1302768125