เลือกภาษา
Long live the King of Thailand
ในหลวงเสด็จทุ่งมะขามหย่อง อยุธยา
การแสดงชุดหลั่งเลือดทาบทา ปกปักษ์รักษาแผ่นดิน ณ ทุ่งมะขามหย่อง
วันอาทิตย์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
6 นโยบายใช้เปิดเทอมใหม่ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
คลอด 6 นโยบายใช้เปิดเทอมใหม่ ยกระดับการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ
นางอ่องจิต เมธยะประภาส รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า นายจาตุรนต์ ฉายแสง รักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้ลงนามในประกาศ ศธ. เรื่องนโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ โดยได้กำหนด 6 นโยบาย เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานมีความรู้ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเป็นเครื่องมือเข้าถึงองค์ความรู้และก้าวทันโลก รวมถึงพัฒนาตนเองเพื่อนำไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ดังต่อไปนี้
1. ให้ใช้กรอบมาตรการความสามารถทางภาษาอังกฤษที่เป็นสากล ได้แก่ The Common European Framework of Reference for Languages (CEFR) เป็นกรอบความคิดหลักในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษของประเทศไทย ทั้งในการออกแบบหลักสูตร การพัฒนาการเรียนการสอน การทดสอบ การวัดผล การพัฒนาครู รวมถึงการกำหนดเป้าหมายการเรียนรู้
2. ปรับจุดเน้นการเรียนการสอนภาษาอังกฤษให้เป็นไปตามธรรมชาติของการเรียนรู้ โดยเน้นการสื่อสารที่เริ่มจากการฟัง ตามด้วยการพูด การอ่าน และการเขียนตามลำดับ
3. ส่งเสริมให้มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษที่มีมาตรฐานตามกรอบมาตรฐานหลัก ด้วยหลักสูตรแบบเรียน สื่อการเรียนการสอนแต่ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันได้ ทั้งตามความพร้อมของแต่ละสถานศึกษา และแสดงถึงความถนัดและความสนใจของผู้เรียน
4. ส่งเสริมการยกระดับความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ อาทิ ขยายโครงการพิเศษด้านการเรียนการสอนในหลักสูตร English Program หรือ EP, Mini EP, International Program แก่ผู้ที่มีความสามารถทางวิชาการสูง, English Bilingual Education โดยจัดการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา และศิลปการศึกษาแบบสองภาษา พัฒนาห้องเรียนสนทนาภาษาอังกฤษที่เน้นทักษะการฟังและการพูดอย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง และให้มีการเรียนการสอนวิชา
สนทนาภาษาอังกฤษเป็นการทั่วไป และมีการเรียนการสอนแบบเข้มข้น รวมถึงจัดให้เป็นสาระเพิ่มเติมในลักษณะวิชาเลือกได้ด้วย เพื่อให้ผู้เรียนเลือกเรียนตามความสนใจ ความถนัด และศักยภาพ เป็นต้น
5. ยกระดับความสามารถในการจัดการเรียนการสอนของครูให้สอดคล้องกับวิธีการเรียนที่เน้นการสื่อสารและ
6. ส่งเสริมให้มีการใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการพัฒนาความสามารถทางภาษาของครูและผู้เรียน
อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ กำหนดให้หน่วยงานที่ต้องจัดการเรียนการสอนนำนโยบายไปปฏิบัติโดยคำนึงถึงศักยภาพของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สถานศึกษาแต่ละแห่ง รวมทั้งบริบทและความต้องการของพื้นที่ที่แตกต่างกัน
นางอ่องจิต กล่าวว่า หลังจากออกประกาศ ศธ. แล้ว สพฐ. จะจัดทำแนวปฏิบัติแจ้งไปยังสถานศึกษาทั่วประเทศเพื่อใช้ในภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2557 ซึ่งโรงเรียนสามารถเริ่มจัดการเรียนการสอนได้ตั้งแต่ระดับประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้นไป ตามศักยภาพและความพร้อม
--ทรานสปอร์ต เจอร์นัล ประจำวันที่ 10 - 16 ก.พ. 2557--
วันอาทิตย์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2557
O-NET ป.6 และ ม.3 ปีการศึกษา 2556 เลื่อนสอบเป็นวันที่ 8 - 9 กุมภาพันธ์ 2557
ประกาศ เรื่อง เปลี่ยนแปลงกำหนดการวันทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT)
ประกาศ เรื่อง เปลี่ยนแปลงกำหนดการวันทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ประจำปีการศึกษา 2557 New
ตามที่ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ได้ออกประกาศ เรื่องกำหนดการรับสมัครสอบการทดสอบความถนัดทั่วไป (GAT) และความถนัดทางวิชาการและวิชาชีพ (PAT) ประจำปีการศึกษา ๒๕๕๗ ลงวันที่ ๒๖ กันยายน พ.ศ. ๒๕๕๖ โดยได้กำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ ๑/๒๕๕๗ ในวันที่ ๗ – ๑๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ และกำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ ๒/๒๕๕๗ ในวันที่ ๘ – ๑๑ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๕๗ ไปแล้ว นั้น
เนื่องจากมีเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมืองอันอาจส่งผลกระทบในการเดินทางของผู้เข้ารับ การทดสอบและการจัดเตรียมสนามสอบ สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จึงได้ประชุมหารือร่วมกับประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ประธานอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคล เข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาในระบบกลาง ผู้จัดการสมาคมอธิการบดีแห่งประเทศไทย ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้แทนศูนย์สอบ ๑๘ แห่ง และผู้เกี่ยวข้อง เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ และคณะกรรมการบริหารสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ ในคราวประชุมครั้งที่ พิเศษ/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้ประชุมพิจารณา และมีมติให้เปลี่ยนแปลงกำหนดการสอบ GAT/PAT ครั้งที่ ๑/๒๕๕๗ และครั้งที่ ๒/๒๕๕๗
ดังนั้น สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (องค์การมหาชน) จึงแจ้งกำหนดการสอบ GAT/PAT ใหม่ ดังรายละเอียดในไฟล์ด้านล่าง
อ้างอิงจาก http://www.niets.or.th/index.php/news_events/view/509/4
ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้อำนวยการสมยศ สุวรรณธีระกิจ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ
ก.ค.ศ.อนุมัติวิทยฐานะเชี่ยวชาญ 6 ราย
ขอแสดงความยินดีกับท่านผู้อำนวยการสมยศ สุวรรณธีระกิจ ผู้อำนวยการเชี่ยวชาญ
อ้างอิงจาก http://www.otepc.go.th/images/document/2557/1/100156.pdf
วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556
ประกาศผลการสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวัฒนา ปีการศึกษา 2556
ประกาศผลการสอบเข้าเรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนบุญวัฒนา ปีการศึกษา 2556
นักเรียนทั่วไป
http://www.boon.ac.th/web1/file_editor/%E0%B8%A11-%E0%B8%99%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B1%E0%B9%88%E0%B8%A7%E0%B9%84%E0%B8%9B.pdf
นักเรียนในเขตพื้นที่บริการ
http://www.boon.ac.th/web1/file_editor/%E0%B8%A11-%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%95%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B4%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3.pdf
นักเรียนเงื่อนไขพิเศษ
http://www.boon.ac.th/web1/file_editor/%E0%B8%A11-%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B9%80%E0%B8%A8%E0%B8%A9.pdf
วันเสาร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2556
ผลการประชุม ก.ค.ศ. ครั้งที่ 3/2556 วันที่ 22 มี.ค.2556
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๓/๒๕๕๖ เมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๕๖ ณ ห้องประชุมราชวัลลภ โดยมีนายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมประชุม โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้
การพิจารณาการสอบคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย
รมช.ศธ. แถลงข่าวถึงผลการประชุมว่า ที่ประชุมได้พิจารณาประเด็นผลการสืบสวนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ที่เชื่อว่าการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคคลเพื่อบรรจุและแต่งตั้งเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ซึ่งได้สอบคัดเลือกเมื่อวันที่ ๑๓ มกราคม ๒๕๕๖ กรณีมีความจำเป็น หรือเหตุพิเศษ ว๑๒ ที่พบหลักฐานมีการทุจริตจริงใน ๔ เขตพื้นที่การศึกษา ได้แก่ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ขอนแก่น เขต ๓, สพป.อุดรธานี เขต ๓, สพป.ยโสธร เขต ๑ และ สพป.นครราชสีมา เขต ๒ เพื่อให้ ศธ.ยกเลิกการสอบ รวมทั้งกรณี สพป.นครปฐม เขต ๑
กรณีนายภานุวัฒน์ฯ ซึ่งสอบได้ลำดับที่ ๑ ของ สพป.ศรีสะเกษ เขต ๓ แต่ยังไม่ได้รับการบรรจุแต่งตั้ง ที่ประชุมมีมติให้ส่งเรื่องที่เป็นข้อมูลพื้นฐานและหลักฐานการทุจริตให้ ผอ.สพป.ศรีสะเกษ เขต ๓ เพื่อนำเข้าที่ประชุมคณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ) เขตพื้นที่การศึกษา เนื่องจากเป็นอำนาจของเขตพื้นที่การศึกษาที่จะต้องไปพิจารณาว่าบุคคลที่กระทำการทุจริต ไม่ควรได้รับการบรรจุแต่งตั้งเป็นข้าราชการ โดยผลการสืบสวนก็ได้ชี้มูลในเบื้องต้นว่ามีการทุจริตในการสอบ ซึ่ง อ.ก.ค.ศ.ต้องไปสืบสวนและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
กรณีผู้สอบได้ที่ สพป.นครปฐมเขต ๑ ซึ่งได้รับการบรรจุแต่งตั้งไปแล้ว ก็จะส่งเรื่องให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาดังกล่าวพิจารณาเช่นกัน ซึ่งกรณีนี้ ศธ.ได้ชี้มูลว่ามีการทุจริตไปแล้ว โดยอำนาจหน้าที่ อ.ก.ค.ศ.สามารถใช้อำนาจหน้าที่ในการพิจารณายกเลิกการบรรจุแต่งตั้งโดยให้พ้นจากการเป็นข้าราชการได้ ตาม พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ ตามมาตรา ๓๐ (๗) (๑๓) มาตรา ๔๙
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติให้แจ้งไปยัง ๑๒๙ เขตพื้นที่การศึกษา ใน ๖๘ จังหวัดที่จัดสอบ เพื่อให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษานั้นๆ ไปตรวจสอบผู้ที่มีคะแนนสูงผิดปกติ ซึ่งขณะนี้มีจำนวน ๕๑๔ คนว่ามีการทุจริตหรือไม่อย่างไร โดยให้พิจารณาจากข้อมูลของ DSI และคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ศธ. ซึ่งจะส่งไปพร้อมกับข้อมูลคะแนนของผู้ที่ผ่านการสอบ โดย สพฐ.จะส่งข้อมูลไปยังเขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ดังกล่าวภายใน ๓ วัน และให้เขตพื้นที่การศึกษาต่างๆ ดังกล่าวพิจารณาดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน ๑๕ วัน ทั้งนี้ ศธ.จะแต่งตั้งผู้ตรวจราชการไปติดตามและให้คำปรึกษาด้วย ส่วนเขตใดที่ดำเนินการเสร็จสิ้นก่อน ๑๕ วัน สามารถรายงานกลับมาได้ทันที
รมช.ศธ. อธิบายถึงเหตุผลที่มอบให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาพิจารณาดำเนินการว่า ก.ค.ศ.ไม่มีอำนาจออกคำสั่งให้เขตพื้นที่การศึกษาสั่งยกเลิกการสอบ เพราะตามกฎหมายระบุว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาที่จะเป็นผู้พิจารณา โดย ก.ค.ศ.มีอำนาจเพียงกำกับดูแลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม จะให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงของ ศธ.ทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลต่อไป หากพบข้อมูลอะไรเพิ่มเติมก็จะส่งให้กับเขตพื้นที่การศึกษาได้ใช้พิจารณาต่อไปเพราะอาจจะพบหลักฐานอื่นๆ เพิ่มอีกก็ได้
นางรัตนา ศรีเหรัญ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า หากผลการพิจารณาของ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ขัดแย้งหรือไม่ตรงตามความเป็นจริงกับข้อมูลที่ ก.ค.ศ.ส่งให้ไป ทาง ก.ค.ศ.ก็มีอำนาจสั่งการให้ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ไปดำเนินการให้ถูกต้อง แต่หากละเว้นหรือไม่ดำเนินการ ทาง ก.ค.ศ.ก็มีอำนาจที่จะถอดถอน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาได้ ซึ่งกรณีผู้แทนครูใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาที่เป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นอกจากจะต้องโดนถอดถอนแล้ว จะต้องถูกดำเนินการทางวินัยด้วย ส่วนผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งไม่ได้เป็นข้าราชการ ทาง ก.ค.ศ.คงไม่สามารถดำเนินการอะไรได้นอกจากการถอดถอน
การพิจารณาหลักเกณฑ์การสอบคัดเลือกฯ ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๖
นางพนิตา กำภู ณ อยุธยา ปลัด ศธ. กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์และวิธีการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย ครั้งที่ ๑ ปี พ.ศ.๒๕๕๖ ซึ่งคาดว่าจะจัดสอบในช่วงเดือนเมษายน-พฤษภาคมเหมือนเดิม (ขณะนี้มีอัตราว่าง ๖๖๖ อัตรา ใน ๘๓ เขตพื้นที่การศึกษา แยกเป็น สพป.๕๕ เขต และ สพม.๒๘ เขต) แต่จะแตกต่างจากการสอบครั้งที่ผ่านมา โดยจะให้อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษารวมกลุ่มกันดำเนินการจัดสอบ แบ่งเป็น ๑๒ กลุ่มตามเขตตรวจราชการ โดยให้ผู้ตรวจราชการ ศธ. ประสานและกำกับดูแลในการจัดสอบด้วย พร้อมทั้งกำหนดหลักสูตรการสอบแข่งขันที่จะให้มีการสอบสัมภาษณ์ด้วย แต่ที่ประชุมเห็นว่าผลต่างคะแนนสอบสัมภาษณ์แต่ละรายไม่ควรเกิน ๕ คะแนน และให้สอบพร้อมกันทั้ง ๓ ภาค คือ ภาค ก. ข. และ ค. โดยจะให้สถาบันอุดมศึกษาเป็นผู้ออกข้อสอบ จัดส่งข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ และให้สมัครสอบได้เพียงเขตพื้นที่การศึกษาเดียวเท่านั้น ไม่ให้สมัครสอบซ้ำ หากตรวจพบว่าไปสมัครสอบหลายแห่งจะถูกตัดสิทธิ์ในการบรรจุแต่งตั้ง
อนุมัติตั้งอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ที่ประชุมอนุมัติตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับการเลือกตั้งและมีคุณสมบัติตามที่ ก.ค.ศ.กำหนด จำนวน ๔ ราย เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาและมัธยมศึกษา แทนตำแหน่งที่ว่าง ดังนี้
๑. นายกุลชร เหลืองสุดใจชื้น เป็นอนุกรรมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต ๑
๒. นายมนต์ชัย จันทนะกูล เป็นอนุกรรมการผู้แทนข้าราชการครูใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต ๑
๓. นายแสนสุข ชัยสวัสดิ์ เป็นอนุกรรมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต ๓
๔. นายเมธี วงษ์หอย เป็นอนุกรรมการผู้แทนผู้บริหารสถานศึกษาใน อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๗
อนุมัติตั้งอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ
ที่ประชุมอนุมัติตั้งอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ ที่ ก.ค.ศ.ตั้ง ตามมาตรา ๑๗ แห่ง พ.ร.บ.ระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ.๒๕๔๗ จำนวน ๒ ราย ดังนี้
๑. รศ.ทวี เชื้อสุวรรณทวี เป็นอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ เกี่ยวกับวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา
๒. นายออน กาจกระโทก เป็นอนุกรรมการใน อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ จำนวน ๓ คณะ คือ อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ เกี่ยวกับตำแหน่งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา, อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ เกี่ยวกับวินัยและการออกจากราชการ, อ.ก.ค.ศ.วิสามัญ เกี่ยวกับการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการบริหารงานบุคคล
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2013/mar/102.html
วันศุกร์ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2556
ประกาศแล้วผลโอเน็ตเร็วกว่ากำหนดหนึ่งวัน พบ ป.6 ม.3 ส่วนใหญ่คะแนนต่ำกว่าครึ่ง
วันนี้ (14 มี.ค.) รศ.ดร.สัมพันธ์ พันธุ์พฤกษ์ ผู้อำนวยการสถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ (สทศ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ สทศ.ได้ประกาศผลการทดสอบทางการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติชั้นพื้นฐานหรือโอเน็ต ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 และมัธยมศึกษาปีที่ 3 ประจำปีการศึกษา 2555 เร็วขึ้น จากเดิมที่กำหนดจะประกาศวันที่ 15 มีนาคม โดย สทศ.ได้ทำการวิเคราะห์ผลคะแนน ดังนี้ ป.6 ภาษาไทยจำนวนผู้เข้าสอบ 773,016 คน คะแนนเฉลี่ย 45.68 สูงสุด 100 ต่ำสุด 0 สังคมศึกษา ศาสนา และ วัฒนธรรม จำนวนผู้เข้าสอบ 772,977 คน คะแนนเฉลี่ย 44.22 สูงสุด 96.00 ต่ำสุด 0.00 ภาษาอังกฤษ จำนวนผู้เข้าสอบ 773,015 คน คะแนนเฉลี่ย 36.99 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 คณิตศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 772,914 คน คะแนนเฉลี่ย 35.77 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 วิทยาศาสตร์ จำนวนผู้เข้าสอบ 773,009 คน คะแนนเฉลี่ย 37.46 สูงสุด 94.50 ต่ำสุด 0.00 สุขศึกษาและพลศึกษาจำนวนผู้เข้าสอบ 773,011 คน คะแนนเฉลี่ย 54.84 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 0.00 ศิลปะจำนวนผู้เข้าสอบ 772,666 คน คะแนนเฉลี่ย 52.27 สูงสุด 100.00 ต่ำสุด 15.00 การงานอาชีพและเทคโนโลยี จำนวนผู้เข้าสอบ 772,633 คน คะแนนเฉลี่ย 53.85 สูงสุด ต่ำสุด 0.00
สำหรับระดับชั้น ม.3 ดังนี้ ภาษาไทยจำนวนผู้เข้าสอบ 754,149 คน คะแนนเฉลี่ย 54.48 สูงสุด 92.00 ต่ำสุด20.00 สังคมศึกษา ศาสนาและ วัฒนธรรมจำนวนผู้เข้าสอบ 753,358 คน คะแนนเฉลี่ย 47.12 สูงสุด 98.00
อ้างอิงจาก http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9560000031666
วันอาทิตย์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
แนวทางการดำเนินงานด้านการศึกษา ปี ๒๕๕๖
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วยผู้บริหารฝ่ายการเมืองของกระทรวงศึกษาธิการ คือ นายสุวัฒน์ ตันติพัฒน์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ดร.พวงเพ็ชร ชุนละเอียด ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และผู้ช่วยศาสตราจารย์ ประแสง มงคลศิริ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงแนวทางการดำเนินงานด้านการศึกษาในปี ๒๕๕๖
● ปรับปรุงหลักสูตรการเรียนการสอน
รมว.ศธ. กล่าวว่าเรื่องของหลักสูตรมีผู้รู้จำนวนมาก และมีความคิดเห็นที่หลากหลาย จึงต้องการให้มีส่วนร่วมอย่างมากตั้งแต่ต้น เพราะหากในช่วงต้นมีส่วนร่วมน้อย ช่วงท้ายจะมีความคิดเห็นต่างกันมาก แต่หากมีส่วนร่วมอย่างมากและกว้างขวางในช่วงต้น จะเกิดการตกผลึกและจะประสบความสำเร็จเร็วขึ้น เพราะต้องการพัฒนาการศึกษาของคนไทยทุกคน
ดังนั้นในปี ๒๕๕๖ จะเดินหน้าปรับปรุงหลักสูตรและปรับการเรียนการสอนให้แล้วเสร็จ โดยจะมีการตั้งคณะทำงานหลายชุดขึ้นมาขับเคลื่อนและทำหน้าที่ต่างๆ เช่น ออกแบบระบบ โดยนำระบบการศึกษาของประเทศต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จมาร่วมศึกษาวิเคราะห์ เช่น ระบบ Outcome-based Education ของสหรัฐอเมริกา ซึ่งออกแบบหลักสูตรโดยจะกำหนดคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อใช้ตำราเรียนนั้นเป็นเช่นไร ด้านตำราซึ่งจะต้องถอดรหัสหลักสูตรเพื่อออกแบบตำรา แต่ไม่ใช่การเขียนตำรา อย่างไรก็ตามจะรักษาระบบตำราไทยที่เป็นตลาดเสรีไว้ เพราะสำนักพิมพ์ในปัจจุบันทั้ง ๑๗ แห่ง สามารถแข่งขันกันสร้างตำราที่มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นอยู่แล้ว
นอกจากนี้ นโยบายการใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา นับว่าเป็นรูปแบบการเรียนรู้แบบใหม่ ที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงการเรียนรู้ ดังเช่น Microcontent ของสหรัฐอเมริกา โดยในปี ๒๕๕๖ ศธ.จะเร่งดำเนินการ Cyber Home ซึ่งเป็นนโยบายของรัฐบาลให้แล้วเสร็จ เพื่อเชื่อมโยงกับการเรียนรู้จากแท็บเล็ตของนักเรียน
จากนั้นจะเปิดเวทีรับฟังความเห็นจากผู้เกี่ยวข้องให้หลากหลายที่สุด โดยเชิญผู้รู้ในสาขาวิชาต่าง ๆ มาช่วยระดมสมองให้มากที่สุด ซึ่งการที่จะให้คนมีส่วนร่วมมากตั้งแต่ต้นจะทำให้การปรับหลักสูตรเคลื่อนไปข้างหน้าอย่างมั่นคง และเสียเวลาน้อยกว่าการที่ไม่เปิดรับฟังความเห็นจากคนหมู่มาก
อย่างไรก็ตามการปรับหลักสูตรจะครอบคลุมตั้งแต่การทบทวนใหม่อีกครั้งว่าหลักสูตรควรจะแบ่งเป็น ๘ กลุ่มสาระเช่นเดิมหรือไม่ เนื้อหาในแต่ละวิชาจะต้องปรับอย่างไรให้เข้ากับความรู้วิทยาการใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในโลก เพราะในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษา เกิดแนวคิดใหม่ๆ เกี่ยวกับการเรียนการสอนมากขึ้น รวมทั้งต้องมีการทบทวนเรื่องโครงสร้างเวลาเรียนด้วย ซึ่งโดยส่วนตัวเห็นว่าเวลาเรียนในห้องเรียนควรจะลดลง เพราะเวลาเรียนในห้องเรียนของเด็กไทยมากเกินไป จนไม่กระตุ้นให้เกิดการใช้ความคิดวิเคราะห์ การคิดวิเคราะห์จะเกิดจากการทำกิจกรรมมากกว่า และเพิ่มกิจกรรมนอกห้องเรียน ขณะที่วิธีจัดการเรียนการสอนก็ต้องปรับให้ทันสมัยขึ้นด้วย
นายภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า จะมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาทั้งหมด ๔ ชุดใหญ่ ชุดแรก เป็นกรรมการที่จะมาออกแบบระบบการศึกษาของไทยใหม่ กรรมการออกแบบหลักสูตรในภาพรวม หาคำตอบให้ได้ว่าหลักสูตรควรจะเป็นกี่กลุ่มสาระวิชา เพราะมีแนวคิดหนึ่งว่าควรจะลดสาระวิชาลง แต่กำหนดให้ชัดเจนว่าในสาระวิชานั้นๆ จะแยกย่อยเป็นรายวิชาใดบ้าง เพราะหลักสูตรที่ใช้อยู่ไม่มีชื่อรายวิชาย่อย ทำให้ผู้เรียนยังไม่รู้ว่ากำลังเรียนวิชาใดอยู่ หรือบางรายวิชาที่มีประโยชน์ เช่น วิชาเรียงความ หรือย่อความหายไป ทำให้นักเรียนอ่านหนังสือไม่ออกจับใจความไม่ได้
ทั้งนี้ เมื่อกรรมการชุดใหญ่ออกแบบหลักสูตรในภาพรวมแล้ว จะเชิญผู้รู้มาเป็นกรรมการแยกย่อยในแต่ละวิชาอีก เพื่อทำหน้าที่ยกร่างหลักสูตรแต่ละวิชา นอกจากนี้จะมีกรรมการออกแบบตำราเรียน กรรมการชุดนี้จะออกแบบว่าคุณลักษณะที่ต้องการให้เกิดกับผู้เรียนเมื่อใช้ตำราเรียนนั้นเป็นเช่นไร แล้วให้สำนักพิมพ์แต่ละแห่งทั้งรัฐและเอกชนไปสร้างตำราเรียนตามคุณลักษณะนั้น ส่วนชุดสุดท้ายจะเป็นกรรมการที่สร้างความเข้าใจ เพราะการจะนำระบบการศึกษาและหลักสูตรใหม่มาใช้ จำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจและเตรียมความพร้อม ในฝ่ายต่างๆ ทั้งโรงเรียน นักเรียน ครู
● เพิ่มสัดส่วนผู้เรียนสายอาชีพ
สำหรับการศึกษาด้านอาชีวศึกษานั้น เป็นอีกส่วนหนึ่งที่ต้องปรับปรุง เพื่อให้มีสัดส่วนการเรียนสายอาชีวะต่อสายสามัญ เพิ่มขึ้นเป็น ๕๐:๕๐ ในปี ๒๕๕๙ และเพื่อรองรับสถาบันการอาชีวศึกษา ซึ่งนักศึกษาสามารถไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีได้ และเมื่อจบการศึกษาก็มีการรับประกันการมีงานทำ เพราะ ศธ.จะร่วมมือกับสถานประกอบการ เพื่อผลิตบุคลากรในสาขาที่เป็นความต้องการของสถานประกอบการ
จากนั้นระหว่างที่กำลังศึกษานักศึกษาจะได้ฝึกและปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการนั้นๆ โดยสถาบันการอาชีวศึกษาจะเน้นที่คุณภาพ ในช่วงแรกของการเปิดการเรียนการสอนจึงจะรับนักศึกษาจำนวนไม่มากนัก
สำหรับการแต่งตั้งนายกสภาสถาบันการอาชีวศึกษาและคณะกรรมการสถาบันการอาชีวศึกษาเป็นเรื่องสำคัญต่อสถาบันใหม่ และเป็นการแต่งตั้งครั้งแรกเพื่อทำหน้าที่กำหนดแนวทางซึ่งมีกติกามาก รมว.ศธ.มีหน้าที่พิจารณาตามคำเสนอแนะของเลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โดยจะพิจารณาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีความพร้อมที่สุด
● อัตรากำลังคนภาครัฐ
ในปัจจุบันกำลังคนภาครัฐ จะมีทั้งข้าราชการ พนักงานราชการ พนักงานมหาวิทยาลัย ลูกจ้าง ซึ่งจะต้องมีงบประมาณในส่วนของเงินเดือนและสวัสดิการจำนวนมาก ซึ่งมีความพยายามที่จะควบคุมค่าใช้จ่ายในส่วนนี้มาเป็นเวลา ๑๐ ปีแล้ว แต่ควบคุมได้ในบางจุด เช่น ข้าราชการพลเรือนสามัญ ข้าราชการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) และสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในส่วนของศาลและองค์กรอิสระไม่สามารถควบคุมได้ ในขณะนี้จึงจำเป็นที่จะต้องใช้คนที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด คนส่วนใดเกินก็ให้ไปช่วยเสริมในส่วนที่ขาด มีหลายกระทรวงขาดบุคลากรด้านการบริการประชาชน แต่จะมีบุคลากรไปกระจุกตัวอยู่ในหน่วยงานกลางเป็นจำนวนมาก
สำหรับด้านการศึกษา ศธ.มีโรงเรียนขนาดเล็กที่มีนักเรียนน้อยกว่า ๖๐ คน ซึ่งมีปัญหาเรื่องคุณภาพการเรียนการสอน จึงมีแนวทางในการบริหารจัดการโดยการควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กในละแวกเดียวกัน เข้าด้วยกัน
หมายเหตุ มีนโยบายต่างๆ กรุณาติดตามรายละเอียดเพิ่มเติม
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2013/jan/001.html
แต่งตั้งคณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ
ข่าวสำนักงานรัฐมนตรี ๕๖/๒๕๕๖ ศธ.แต่งตั้งคณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ
นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ลงนามในคำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สร ๑๙๗/๒๕๕๖ ลงวันที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๖ เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ เพื่อให้การปฏิรูปหลักสูตรและการพัฒนาตำราเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานตามนโยบายของรัฐบาลที่ได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา สามารถดำเนินไปได้โดยมีประสิทธิภาพ โดยได้แต่งตั้งบุคคลเป็นคณะกรรมการรวม ๒ คณะ มีผลตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
คณะกรรมการการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานแห่งชาติ ประกอบด้วย
- คณะที่ ๑ คณะกรรมการกำหนดวิสัยทัศน์การปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี รมว.ศธ. เป็นประธานกรรมการ มีหน้าที่กำหนดวิสัยทัศน์ เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน วางแนวทางระบบการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของชาติ และให้ความเห็นชอบระบบการจัดการศึกษา และหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานที่คณะกรรมการที่เกี่ยวข้องได้ทำการพัฒนาและยกร่าง
- คณะที่ ๒ คณะกรรมการปฏิรูปหลักสูตรและตำราการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยมี ศ.พิเศษ ภาวิช ทองโรจน์ ที่ปรึกษา รมว.ศธ.เป็นประธานคณะกรรมการ มีอำนาจและหน้าที่ดังนี้
๑) ออกแบบระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานที่จะให้ประกาศใช้เป็นระบบการศึกษาของประเทศ โดยศึกษา วิเคราะห์ข้อดีข้อเสียของระบบการศึกษาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยเปรียบเทียบกับระบบการศึกษาของประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะประเทศที่การศึกษามีคุณภาพสูง
๒) ร่างหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานใหม่ทั้งระบบ ให้เป็นหลักสูตรที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางวิชาการของโลก สามารถใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และพัฒนาสังคมไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓) กำหนดรายวิชาต่างๆ ในหลักสูตร รวมทั้งเนื้อหารายวิชา รายละเอียดการจัดการเรียนการสอน รวมทั้งลำดับขั้นในการเรียนรู้ของเนื้อหาในรายวิชาต่างๆ ที่เหมาะกับพัฒนาการของนักเรียนไทย โดยมุ่งให้เกิดระบบการจัดการศึกษาที่มีสัมฤทธิ์ผลสูง
๔) ดำเนินการโครงการ "ตำราเรียนแห่งชาติ" ที่รัฐบาลได้แถลงไว้ต่อรัฐสภา โดยการกำหนดโครงสร้างของตำราเรียนทุกรายวิชา เพื่อเป็นแนวทางการแต่งตำราเรียนของโรงเรียน ครูอาจารย์ สำนักพิมพ์ และนักวิชาการต่างๆ ทั้งตำราเรียนแบบสิ่งพิมพ์ และสื่ออิเล็กทรอนิกส์
๕) พัฒนาระบบการอนุมัติต้นฉบับตำราเรียนที่มีประสิทธิภาพและมีหลักประกันด้านคุณภาพ
๖) ดำเนินการทดสอบหลักสูตรและรายวิชาต่างๆ รวมทั้งตำราเรียน ในโรงเรียนนำร่องที่มีความเหมาะสม
๗) วางแผนการประกาศและใช้หลักสูตรใหม่ทั่วทั้งระบบการศึกษาของประเทศ
๘) มีอำนาจในการตั้งคณะอนุกรรมการ หรือคณะทำงาน เพื่อประโยชน์ในการดำเนินโครงการให้บรรลุตามเป้าหมาย
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2013/feb/056.html
วันพุธที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
ความเคลื่อนไหวการประกวดรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC_AWARDS)
ความเคลื่อนไหวการประกวดรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. (OBEC_AWARDS) ต้องติดตามข่าวสารข้อมูลตลอดเวลา มีการปรับเปลี่ยนแปลง เวลา สถานที่ตลอดเวลา ทุกท่านต้องเข้าไปดูในหนังสือราชการ จากสพร. ที่ http://202.143.174.11/personnel/news2011/allbook_spr.php
จะได้ไม่พลาดการไปนำเสนอผลงานครับ
อ้างอิงจาก สพร. ที่ http://202.143.174.11/personnel/news2011/allbook_spr.php
วันศุกร์ที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2556
ปรับแบบพิมพ์ระเบียนแสดงผลการเรียนหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ปพ.๑)
วันอังคารที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2556
ตัวแทนภาคเข้าแข่งขันระดับประเทศ OBEC AWARDS ระดับชาติที่เมืองทองธานี 13-15 ก.พ. 56
ตรวจสอบรายชื่อตัวแทนระดับภาคที่ สพฐ. เชิญเข้าร่วมประกวด OBEC AWARDS ระดับชาติที่เมืองทองธานี 13-15 ก.พ. 56 (ปรับปรุงข้อมูลภาคใต้ล่าสุด) โทร. 02-2885651 สำหรับประสานงาน (โดย : สพร.3)
ด่วน!
ขอให้ตัวแทนระดับภาค จัดทำรายงานผลการปฏิบัติงานที่สอดคล้องกับตัวชี้วัดในแบบประเมิน ความยาวไม่เกิน 50 หน้า รวมภาคผนวก จำนวน 3 ชุด เพื่อจัดส่งให้กรรมการประเมิน ครั้งที่ 1 ก่อน และเตรียมนำเสนอ 10 นาที ซักถาม 5 นาที โต๊ะแสดงผลงาน
ขนาด 1x2 เมตร
ที่อยู่สำหรับส่งเล่มสรุปผลงานฯ จำนวนไม่เกิน 50 หน้า 1 เล่ม เพื่อให้กรรมการประเมิน ก่อนล่วงหน้า ที่เหลืออีก 2 เล่ม ขอให้นำไปในวันประกวดระดับชาติ ที่เมืองทองธานี 13-15 ก.พ.56 ส่ง EMS ถึงผู้รับ ภายในวันที่ 22 ม.ค.56 นี้
ผู้รับ คุณนาฏสุดา หริตวร
โรงแรมอเล็กซานเดอร์
เลขที่ 1 ซอยรามคำแหง 83/3
ถนนรามคำแหง หัวหมาก บางกะปิ
กทม.10240
(การประกวดรางวัลทรงคุณค่า สพฐ. OBEC AWARDS)
ผู้ส่ง
ชื่อ..............นามสกุล...............................
โรงเรียน..................................................สังกัด................................................
รางวัล/ประเภทที่ส่ง..........................................................ระดับ....................
กลุ่มสาระ(สำหรับครู).............................................................
ด้าน.......................................................................
อ้างอิงจาก หนังสือราชการจาก สพร. http://202.143.174.11/personnel/news2011/allbook_spr.php
วันพฤหัสบดีที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2555
งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 62 ปีการศึกษา 2555
งานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 62 ปีการศึกษา 2555
งานศิลปหัตถกรรมนักเรียนระดับภาคครบ ทุกภาคแล้ว ทางคณะทำงานจะตัดรายชื่อนักเรียนและครูที่มีผลการแข่งขัน อันดับที่ 1-3 เข้าโปรแกรมระดับชาติ โดยอัตโนมัติ โดยให้แต่ละโรงเรียนที่เป็นตัวแทน ตรวจสอบรายชื่อได้ ตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม 2555 เป็นต้นไปในเว็บนี้ รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบอีกครั้งครับ โดยจะอนุญาตให้เปลี่ยนตัวได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด username password สามารถนำมาใช้ในระดับชาติเพื่อการตรวจสอบและพิมพ์บัตรต่อไป
กำหนดการแข่งขันงานศิลปหัตถกรรมนักเรียน ระดับชาติ เมืองทองธานี วันที่ 13-15 กุมภาพันธ์ 2556 นี้ หลังจากการแข่งขันครบทั้ง 4 ภาค ในวันที่ 21 ธันวาคม 2555 ที่จ.ภูเก็ตแล้ว จะมีการประกาศผลนักเรียนที่เข้าสู่เวทีระดับชาติ ประมาณสิ้นเดือนธันวาคม 2555 ข่าวคืบหน้า จะแจ้งให้ทราบต่อไป
เกณฑ์การตัดสิน
ระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
เกณฑ์การประเมินและคัดเลือกเป็นบุคคล/หน่วยงาน/สถานศึกษายอดเยี่ยมระดับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีเกณฑ์ตัดสิน ดังนี้
1. มีผลการประเมินคุณสมบัติเบื้องต้นผ่านทุกรายการ ตามที่คณะกรรมการประเมินกำหนด
2. มีผลการประเมินเฉพาะด้านในระดับดีเยี่ยมของตัวชี้วัดที่ประเมินร้อยละ 80 ขึ้นไป
ระดับภาค
เกณฑ์การประเมินและคัดเลือกเป็นบุคคล/หน่วยงาน/สถานศึกษายอดเยี่ยมระดับภาค มีเกณฑ์ตัดสิน ดังนี้
1. มีผลการประเมินคุณภาพเบื้องต้นผ่านทุกรายการ ตามที่คณะกรรมการประเมินกำหนด
2. มีผลการประเมินเฉพาะด้านในระดับดีเยี่ยมของตัวชี้วัดที่ประเมินร้อยละ 85 ขึ้นไป
อ้างอิงจาก http://art62.sillapa.net/
วันพฤหัสบดีที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2555
ประวัติส่วนตัว
l คู่สมรส นางพนิดา เทพกาญจนา (วัธนเวคิน)
ตำแหน่งปัจจุบัน
l รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตั้งแต่ 27 ตุลาคม พ.ศ.2555
ประวัติการศึกษา
l นิติศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยม) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
l Master of Comparative Law (Foreign Practice), George Washington University
สหรัฐอเมริกา
l เนติบัณฑิตไทย สำนักศึกษาอบรมกฎหมายแห่งเนติบัณฑิตยสภา
l Master of Comparative Law (American Practice), George Washington University
สหรัฐอเมริกา
ประวัติการรับราชการ
l ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลประจำกระทรวง
l รองเลขาธิการส่งเสริมงานตุลาการ
l ผู้พิพากษาศาลจังหวัดสกลนคร
ประวัติการทำงาน
ทางการเมือง
l รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
l รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน
l รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
l สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
l รองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
l สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ จังหวัดสมุทรสาคร (พ.ศ.2539 - พ.ศ.2540)
l รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (พ.ศ.2538 - พ.ศ.2539)
เครื่องราชอิสริยาภรณ์
l มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก
l มหาวชิรมงกุฎ
l จตุตถดิเรกคุณาภร
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/minister/phongthep.htm
ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21
ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21
ในฐานะผู้คลั่งไคล้หนังสือ “ทักษะแห่งอนาคตใหม่: การศึกษาเพื่อศตวรรษที่ 21” เล่มนี้ สื่อสาระสำคัญยิ่งของการศึกษายุคใหม่ ที่แตกต่างไปจากแนวคิดเดิมๆ โดยสิ้นเชิง นักการศึกษา ครู พ่อแม่ผู้ปกครอง นักเรียน และผู้สนใจคุณภาพของการศึกษาทุกคนควรได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพื่อจะได้ช่วยกันขับเคลื่อนการศึกษาไทยออกไปจากความเชื่อหรือวิธีคิดเก่าๆ ให้การเรียนรู้ในสังคมไทยบรรลุการเรียนรู้ทักษะสำหรับมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ให้จงได้
ศ.นพ. วิจารณ์ พานิช
ประธานกรรมการมูลนิธิสถาบันส่งเสริมการจัดการความรู้เพื่อสังคม (สคส.)
และรองประธานกรรมการมูลนิธิสยามกัมมาจล
การปฏิรูปการศึกษาที่แท้ควรปฏิรูปกระบวนทัศน์ด้วย ภายใต้กระบวนทัศน์ใหม่นี้ “กระบวนการเรียนรู้สำคัญกว่าความรู้” และ “ครูมิใช่ผู้มอบความรู้” แต่เป็น “ผู้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้ไปพร้อมกับเด็กและเยาวชน”
เป้าหมายของการเรียนรู้มิใช่ตัวความรู้อีกต่อไป เพราะตัวความรู้นั้นมีมายมายมหาศาลเกินกว่าที่จะมอบให้นักเรียนแต่ละชั้นปีได้ อีกทั้งนักเรียนในศตวรรษใหม่มีหนทางค้นหาความรู้ด้วยตนเองจากทุกหนแห่งทั้งในสิ่งแวดล้อมและอินเทอร์เน็ต
หากการศึกษาไทยยังย่ำอยู่กับกระบวนทัศน์เดิม คือมอบความรู้เป็นรายวิชาก็จะไม่ทันสถานการณ์โลก ที่ควรทำคือมีกระบวนทัศน์ใหม่ที่จะพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นผู้ใฝ่เรียนรู้ตลอดชีวิต เด็กและเยาวชนจะเรียนรู้อะไรบ้างขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละคน แต่ที่ทุกคนควรมีคือความสามารถในการเรียนรู้ตลอดเวลา ตลอดชีวิตและพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง
นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
เลขาธิการมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์
อ้างอิงจาก http://openworlds.in.th/books/21st-century-skills/
วันอังคารที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2555
เห็นชอบในหลักการ "การให้ครูมีและเลื่อนวิทยฐานะ ด้วยการประเมินสมรรถนะ (TPK Model)"
เห็นชอบในหลักการ "การให้ครูมีและเลื่อนวิทยฐานะ ด้วยการประเมินสมรรถนะ (TPK Model)"
ดร.ชินภัทร ภูมิรัตน เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้เสนอต่อที่ประชุม โดยให้ ก.ค.ศ. ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ สพฐ. สอศ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อพิจารณาจัดทำรายละเอียดหลักเกณฑ์ให้เหมาะสมสำหรับครูสังกัดต่างๆ และให้เสนอที่ประชุมพิจารณาในครั้งต่อไป
เลขาธิการ กพฐ.กล่าวว่า การประเมินแบบใหม่จะประกอบด้วยองค์ประกอบ ๒ ส่วนที่สำคัญ คือ
๑) ประเมินสมรรถนะครู ทั้งสมรรถนะด้านการสอน และสมรรถนะทางวิชาการ เพราะสองส่วนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินคุณภาพของครู ซึ่งการพัฒนาครูเพื่อนำไปสู่การเลื่อนวิทยฐานะแบบใหม่ มีองค์ประกอบที่สำคัญ ๓ ส่วนที่จะช่วยให้เกิดพลังในการพัฒนาครูเป็นอย่างมาก คือ
Teacher Training Institute หรือสถาบันการผลิตและพัฒนาครู เช่น คณะศึกษาศาสตร์/ครุศาสตร์แห่งประเทศไทย สถาบันทางวิชาการ ๘ กลุ่มสาระ หรือแม้แต่หน่วยงานสอนภาษา เช่น AUA British Council สถาบันขงจื่อ ฯลฯ ก็จะเข้ามามีบทบาทในการผลิตและพัฒนาครูอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
Certifying Body หรือสถาบันรับรองสมรรถนะครู เช่น สสวท. สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทยฯ จะเป็นหน่วยงานสำคัญในการรับรองสมรรถนะครูผู้สอนในสาขาวิชาต่างๆ
Awarding Body หรือสำนักงาน ก.ค.ศ. จะเป็นหน่วยงานในการประเมินสมรรถนะครู
๒) ประเมินผลที่เกิดขึ้นกับผู้เรียน หรือผลสัมฤทธิ์ของนักเรียน โดยดูจากคะแนนความก้าวหน้าของผลการสอบ O-Net หรือ National Test เช่น อาจพิจารณาจากคะแนน Percentile ที่ 50 เป็นจุดตัด (เปอร์เซ็นไทล์ เป็นคะแนนที่บ่งบอกให้ทราบว่าผู้เรียนคนนั้นๆ อยู่ในระดับที่เท่าใดเมื่อเทียบจาก ๑๐๐ คน) หากกลุ่มโรงเรียนใดได้คะแนน Green Zone เช่นอาจจะมากกว่า ๗๐ ขึ้นไป ครูควรได้รับการประเมินวิทยฐานะชำนาญการพิเศษหรือเชี่ยวชาญได้ โดยอาจจะจัดทำเพียงสาระนิพนธ์ประมาณ ๕๐ หน้า ซึ่งบ่งบอกถึงวิธีการทำให้ Percentile นักเรียนสูงขึ้น ในขณะเดี่ยวกันกลุ่มที่ได้ Percentile ต่ำกว่า ๕๐ ถือเป็นกลุ่ม Red Zone ที่ต้องได้รับการดูแลและพัฒนา ตัวอย่างหนึ่งที่สำคัญในการพิจารณา เช่น ระดับการพิจารณาสมรรถนะทางวิชาการ (Academic Competency) อาจจะพิจารณาให้ครูเลื่อนเป็นชำนาญการโดยดูจากค่า Percentile ที่ ๕๐, ชำนาญการพิเศษ ได้ค่า Percentile ที่ ๖๐, เชี่ยวชาญ ได้ค่า Percentile ที่ ๗๐ เป็นต้น
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2012/sep/263.html
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555
การสมัครเข้าร่วมประชุมนานาชาติและการประชุมเชิงปฏิบัติการและสัมมนากลุ่มย่อย
มหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู
ระหว่างวันที่ 10-12 ตุลาคม 2555 ลงทะเบียนสมัครเข้าประชุมสัมมนาได้แล้ว
มีเอกสาร DVD ให้ชมในปีที่ผ่านมา ดีมาก
ผู้บริหาร ครูและบุคลากรทางการศึกษา ควรไปอย่างยิ่ง
เชิมชมรายการ Educa หรือ งานมหกรรมทางการศึกษาเพื่อพัฒนาวิชาชีพครู ครั้งที่ 4 ภายใต้แนวคิด Reform! Reform! Reform! การปฏิรูปอนาคตการศึกษาจะประสบผลสำเร็จอย่างยั่งยืนได้อย่างไร ร่วมรับชม รายการต่างๆ กว่า 50 รายการ โดยวิทยากรชั้นนำระดับโลก นักการศึกษา
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.educathai.com/
วันเสาร์ที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2555
ประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๘/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕
ประชุม ก.ค.ศ.ครั้งที่ ๘/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕
ศาสตราจารย์ ดร.สุชาติ ธาดาธำรงเวช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ครั้งที่ ๘/๒๕๕๕ เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๕๕ โดยมีสาระสำคัญสรุปดังนี้
เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาฯ รอง/ผอ.สถานศึกษา
รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองผู้อำนวยการสถานศึกษา และผู้อำนวยการสถานศึกษา ในพื้นที่ปกติและในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ฯ ซึ่งได้ยึดหลักการตามแนวทางการสรรหาที่ ก.ค.ศ.กำหนดไว้เดิมตาม ว๗ และ ว๘ โดยปรับรายละเอียดเพิ่มเติมตามนโยบายของ รมว.ศธ.ในประเด็นต่างๆ ดังนี้
๑) ให้ผู้ผ่านเกณฑ์การตัดสินไม่ต่ำกว่าร้อยละ ๖๐ ขึ้นบัญชีไว้ทุกคน มีอายุการขึ้นบัญชีไม่เกิน ๒ ปี นับจากวันที่ประกาศขึ้นบัญชี แยกเป็น ๒ กลุ่มคือ กลุ่มทั่วไปและกลุ่มประสบการณ์
๒) กำหนดให้การบรรจุและแต่งตั้ง กรณีบัญชีกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหมดบัญชีก่อน หรือไม่มีผู้สมัคร หรือไม่มีผู้ขึ้นบัญชี ก็ให้ใช้บัญชีกลุ่มที่เหลือในการบรรจุและแต่งตั้งได้
๓) การบรรจุและแต่งตั้งครั้งแรก หากมีเหตุสุดวิสัยไม่สามารถมารายงานตัวได้ ให้คงขึ้นบัญชีไว้ในลำดับเดิมได้ และกรณีไม่มีสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษาที่ระบุไว้ในใบสมัคร หากไม่สมัครใจหรือขอสละสิทธิ์การบรรจุและแต่งตั้ง ให้คงการขึ้นบัญชีไว้ในลำดับเดิม ทั้งบัญชีรวมสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) และบัญชีเขตพื้นที่การศึกษา
๔) การบรรจุและแต่งตั้งครั้งต่อไปจากบัญชีรวม สพฐ. เมื่อ อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษาได้ใช้บัญชีเขตพื้นที่การศึกษาทุกกลุ่มหมดแล้ว การขอใช้บัญชีรวมของ สพฐ.กลุ่มใด ให้พิจารณาจากการสิ้นสุดการใช้บัญชีว่าสิ้นสุดที่กลุ่มใด ให้ไปเริ่มใช้บัญชีของอีกกลุ่มสลับกันไป
๕) (ร่าง) หลักเกณฑ์ดังกล่าว ให้ใช้สำหรับการสรรหาผู้บริหารสถานศึกษาครั้งต่อไป
รมว.ศธ.กล่าวเพิ่มเติมถึงข้อเรียกร้องของ "ตัวแทนกลุ่มผู้สอบผ่านร้อยละ ๖๐" ซึ่งได้เดินทางมายื่นข้อเสนอต่อคณะกรรมการ ก.ค.ศ.ก่อนการประชุมในครั้งนี้ ๒ ประเด็น คือ ๑) ขอสิทธิ์การบรรจุผู้สอบผ่านร้อยละ ๖๐ ให้ได้รับการประกาศขึ้นบัญชีเพื่อรอการบรรจุและแต่งตั้งปีงบประมาณ ๒๕๕๕-๒๕๕๖ และ ๒) ขอสิทธิ์ผู้สอบผ่านร้อยละ ๖๐ เพื่อเข้าอบรมแต่งตั้งและพัฒนาก่อนแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งฯ ว่า แม้ที่ประชุมจะเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์ดังกล่าว แต่ให้ใช้สำหรับการสรรหาในครั้งต่อไป หากเปลี่ยนแปลงหลักเกณฑ์ซึ่งอยู่ในระหว่างกระบวนการสรรหาครั้งนี้ อาจจะส่งผลให้เกิดการฟ้องร้องต่อศาลปกครอง ซึ่งจะกระทบต่อการสรรหาทั้งระบบได้
เห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาฯ รอง ผอ.สช.จังหวัด/ผอ.สช.จังหวัด/ผอ.สช.อำเภอ ในเขตพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้
รมว.ศธ.กล่าวว่า ที่ประชุมเห็นชอบ (ร่าง) หลักเกณฑ์และวิธีการสรรหาข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาเพื่อบรรจุและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง รองผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด และผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ ในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ จังหวัดปัตตานี ยะลา นราธิวาส สตูล และสงขลา ทั้ง ๓ หลักเกณฑ์
ซึ่งมีสาระสำคัญคือ ให้เพิ่มกรณีผู้มีสิทธิ์เข้ารับการสรรหาทั้ง ๓ เกณฑ์ โดยให้นับระยะเวลาทวีคูณในการคำนวณระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งได้ พร้อมทั้งให้ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการดำเนินการออกข้อสอบ ตรวจกระดาษคำตอบ และประมวลผลการสอบ แทนสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพราะสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มี อ.ก.ค.ศ.ที่ ก.ค.ศ.ตั้งในส่วนราชการเพียงคณะเดียว การดำเนินการจึงควรให้ อ.ก.ค.ศ.สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งต่างจาก อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา ซึ่งมีหลายคณะ ส่วนราชการจึงต้องดำเนินการเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน
เห็นชอบร่างระเบียบ ก.ค.ศ.เงินเพิ่มตำแหน่งเหตุพิเศษของครูการศึกษาพิเศษและครูการศึกษาพิเศษ กรณีเรียนร่วม
ที่ประชุมเห็นชอบร่างระเบียบ ก.ค.ศ.ว่าด้วยเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ปฏิบัติหน้าที่ครูการศึกษาพิเศษและครูการศึกษาพิเศษ กรณีเรียนร่วม พ.ศ. .... โดยให้ปรับเพิ่มจากเดือนละ ๒,๐๐๐ บาท เป็น ๒,๕๐๐ บาท และเสนอกำหนดเงินเพิ่มพิเศษสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษของครูสอนหลายชั้นเรียนในอัตรา ๒,๕๐๐ บาทด้วย
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้พิจารณาเกณฑ์การย้ายผู้บริหารสถานศึกษา สังกัด สพฐ. แต่ได้ขอให้ สพฐ.นำกลับไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่งด้วยความละเอียดรอบคอบในประเด็นต่างๆ เช่น ขนาดของสถานศึกษาระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา เป็นต้น ส่วนเกณฑ์การย้ายซึ่งได้เปิดให้ยื่นขอย้ายระหว่างวันที่ ๑-๑๕ สิงหาคม ๒๕๕๕ ให้ใช้เกณฑ์การย้ายเดิม
อ้างอิงจาก http://www.moe.go.th/websm/2012/jul/207.html
วันจันทร์ที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2555
การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ
การย้ายผู้บริหารสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ
เพื่อให้การดำเนินการย้ายผู้บริหารสถานศึกษาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ถูกต้อง ตามหลักเกณฑ์ ก.ค.ศ. จึงประกาศรายชื่อสถานศึกษาที่มีวัตถุประสงค์พิเศษและสถานศึกษาคุณภาพพิเศษ สพม.31 1.โรงเรียนบุญวัฒนา 2.โรงเรียนราชสีมาวิทยาลัย 3.โรงเรียนสุรนารีวิทยารายละเอียดฯลฯ สามารถเข้าดูได้ที่ http://202.143.174.11/personnel/news2011/upfiles/428.pdf
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)












